คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

สลด! น้ำท่วมเมืองเลยสังเวย 1 ศพทหารยศสิบเอก

เหตุน้ำท่วมเมืองเลยสังเวยแล้ว 1 ศพ ทหารยศส.อค่ายศรีสองรัก วัย 24 ปี ถูกกระแสน้ำพัดจมหาย

พ.ต.ต.เรืองยศ ภูดานุ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองเลย จ.เลย ได้รับแจ้งจากนายอัศวิน หินเธาร์ ปลัดอำเภอฝ่ายปกครอง อ.เมืองเลย ว่ามีคนจมน้ำที่บ้านท่าบุ่ง ต.ศรีสองรัก อ.เมืองเลย เมื่อรับแจ้งประสานไปยังแพทย์จาก รพ.เลย กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จ.เลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปยังที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตชื่อ ส.อ.บุญพิทักษ์ ประทุมรัตน์ อายุ 24 ปี สังกัดวงดุรุยางค์มทบ.28 ค่ายศรีสองรัก จ.เลย

จากการสอบสวน นายสุทธิเกียรติ สิงห์อุดม อายุ 24 ปี เล่าว่า ตนเองพร้อมด้วย สอ.บุญพิทักษ์ ประทุมรัตน์ ผู้ตาย ไปเอารถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่จมน้ำอยู่ที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งตั้งแต่เมื่อวาน ขณะเดินไปที่บ่อกุ้งติดแม่น้ำเลย น้ำไหลแรงมากจนถูกกระแสน้ำพัดพาร่างจมหายไปต่อหน้าต่อตา ส่วนตนเองรอดมาได้ จนกระทั่ง จนท.กู้ภัยมาช่วยจนสามารถงมหาร่าง ส.อ.บุญพิทักษ์จมใต้น้ำในสภาพที่เสียชีวิตแล้ว นำร่างส่ง รพ.เมืองเลย ประสานติดตามหาญาติต่อไป

เมียหลวงขับฟอร์จูนเนอร์ส่งทนายเจรจา เผยยังตกลงกันไม่ได้

เมียหลวงขับฟอร์จูนเนอร์ส่งทนายเจรจายังตกลงไม่ได้นัดเจรจาอีกครั้งวันที่ 25 พ.ค. นี้

จากกรณีที่ภรรยาหลวงติดตั้งตัวติดตามสัญญาณGPS ไว้กับรถยนต์เบนซ์ของผู้เป็นสามี แล้วขับติดตามจนพบว่าสามีมากับสาวจึงขับรถยนต์โตโยต้ารุ่นฟอร์จูนเนอร์พุ่งชน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายคัน โดยเหตุเกิดบริเวณถนนรังสิต–นครนายก ช่วงสะพานคลอง 4 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ หมู่ 2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เวลา16.00 น.ของวันที่ 13 พ.ค.2560

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับ น.ส.อทิชา ทองนันไชย อายุ35ปี ผู้ขับขี่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้ารุ่นฟอร์จูนเนอร์สีดำ แจ้งข้อหาขับขี่รถโดยประมาทโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ขับขี่รถโดยประมาททำให้มีทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย และมีการนัดเจรจาตกลงค่าเสียหายกันในวันที่ 20 พ.ค.2560 ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้เข้าพบ พ.ต.ท.บุญยิ่ง บัณฑิตไทย หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ. ธัญบุรี เพื่อตกลงเจรจาค่าเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยขับขี่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้ารุ่นฟอร์จูนเนอร์สีดำที่เป็นต้นเหตุได้ส่งทนายมาร่วมในการเจรจาตกลงค่าเสียหาย ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะไม่สามารถตัดสินใจในการเจรจาได้

น.ส.สุพรรษา ไพศาล อายุ 31 ปี 1 ในผู้ได้รับบาดเจ็บที่นั่งมากับรถเก๋งโตโยต้าอแวนซ่า ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีผู้ได้รับบาดเจ็บในรถรวม3คน รวมทั้งแฟนที่มีแผลฉีกขาดที่หน้าผากเย็บ18เข็ม เปิดเผยว่า ค่าเสียหายที่ตนเองต้องการให้คู่กรณีชดใช้คือ การรักษาพยาบาลต่อเนื่องที่นอกเหนือจากวงเงินดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บของ พ.ร.บ.รถยนต์

รวมถึงค่าเดินทางไปกลับในการทำงานเพราะรถยนต์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลานาน แต่ยังไม่ได้พูดถึงค่าทำขวัญเพราะหลังเกิดเหตุมาทางผู้ขับขี่ที่เป็นต้นเหตุก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้วตนเองจึงยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งในวันนี้คู่กรณีไม่ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนด้วยจึงไม่สามารถตกลงอะไรกันได้เพราะต้องใช้การเจรจาผ่านทนาย และจะมีการนัดเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 25 พ.ค.2560 นี้ที่ สภ.ธัญบุรี

ทั้งนี้สำหรับรถยนต์โตโยต้าอแวนซ่า ที่ตนเองนั่งมาด้วยโดยมีน.ส.สุคนธ์ กาละสังข์ อายุ 27 ปี เป็นผู้ขับขี่นั้นทางบริษัทวิริยะประกันภัยจะรับผิดชอบในส่วนของการซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ส่วนคันอื่นนั้นตนเองไม่ทราบซึ่งรับฟังจากทางพนักงานสอบสวนเจ้าของดคีว่าภายในเดือนนี้จะสามารถสรุปสำนวนแล้วเสร็จ

198 วัน ปชช.เข้ากราบพระบรมศพกว่า 7.12 ล้านคน เงินทำบุญ 564 ล้านบาท

 

ประชาชนเดินทางเข้ากราบพระบรมศพต่อเนื่อง ยอดรวม 198 วัน กว่า 7.12 ล้านคน เงินทำบุญ 564 ล้านบาท

บรรยากาศที่พระบรมมหาราชวัง ล่าสุด ประชาชนเดินทางเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการรักษาความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นคัดกรองบุคคลที่จะเดินทางเข้ามาในพื้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อย่างเข้มงวด ด้านจุดร่วมด้วยช่วยกันบริการประชาชน ได้เปิดบริการตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยคอยบริการน้ำดื่ม ปฐมพยาบาล และให้ข้อมูลกับประชาชน
ขณะที่ทางสำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.00 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 22,375 คน รวม 198 วัน มี 7,124,091 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 1,357,150 บาท รวม 197 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 564,552,939.01 บาท

อย่ามองข้าม “โรควัณโรคปอด”


โรควัณโรคปอด เป็นโรคติดต่อและแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก การดูแลผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดโอกาสการติดต่อไปยังผู้อื่น จะมีวิธีป้องกันอย่างไรนั้น เรามาทำความรู้จักกัน
วัณโรคติดต่อได้ทางการหายใจ จากการติดเชื้อโรคที่เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โดยการสูดหายใจเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อปล่อยออกมาจากการไอ จาม พูด หัวเราะ หรือร้องเพลง ซึ่งเชื้อสามารถ อยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง
ส่วนใหญ่มักเกิดโรคที่ปอด แต่ก็พบที่อวัยวะอื่นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง หรือกระดูก ซี่งผู้ป่วยจะได้รับเชื้อจากคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือในที่สาธารณะจากผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อรายอื่น กลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี หรือไตวายเรื้อรัง เมื่อได้รับเชื้อจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า
ผู้ป่วยวัณโรคปอดจะมีอาการไอโดยมีเสมหะหรือไม่ก็ได้ บางรายจะไอเป็นเลือดได้ มักจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือมีไข้ร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการของวัณโรคนอกปอดไปพร้อมกัน เช่น มีก้อนที่คอ หรือปวดกระดูก ดังนั้นถ้าท่านมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับมีอาการอื่น ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และทำการตรวจค้นหาในกรณีที่เข้าข่ายเป็นวัณโรคได้ โดยการเอกซเรย์ปอดร่วมกับการตรวจหาเชื้อวัณโรคจากเสมหะ
เมื่อวินิจฉัยวัณโรคปอดได้แล้ว แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้กินยาเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งถ้าเชื้อไม่ดื้อยา และผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ จะหายขาดเกือบทั้งหมด แต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือ มีโรคเรื้อรังรุนแรงอยู่เดิม เมื่อหายแล้วต้องคอยรักษาสุขภาพ และโรคที่มีอยู่เดิมให้ดี เพื่อป้องกันการกลับเป็นวัณโรคซ้ำได้
เนื่องจากโรคนี้ติดต่อแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก จึงควรระวังเป็นพิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด โดยการกินยาให้ครบ ไม่หยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาได้ เวลาไอจามต้องปิดปากและจมูกให้มิดชิด ถ้ามีเสมหะต้องบ้วนใส่ภาชนะที่มิดชิด แล้วเททิ้งในโถส้วม การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะและพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราอยู่ก็ต้องงดด้วย เพื่อให้โรคหายขาดได้ดีขึ้น ส่วนผู้ใกล้ชิดควรช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาอย่างสม่ำเสมอ และช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและมีแสงแดดส่องถึง ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ชิด
ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการกินยา หรือถ้าผู้ป่วยยังไอมากอยู่ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ววัณโรคปอดไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายหรือรักษาไม่หาย จึงไม่ควรรังเกียจผู้ป่วยวัณโรค อีกทั้งต้องรักษาสุขภาพโดยทั่วไปให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด เพื่อไม่ให้วันหนึ่งต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยวัณโรค

12 ข้อคิด ‘แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีสุข’


สักกี่คนที่อายุ 78 ปีแล้วจะสดชื่น เบิกบานทั้งกายใจ อย่างที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินชีวิตอยู่ในเวลานี้ นอกจากชีวิตนี้จะไม่เคยมีคำว่า “เกษียณ” อุทิศตัวทำงานอาทิตย์ละ 7 วันแล้ว ในวันนี้ของ ดร.สุเมธ ยังคงแอ็กทีฟ กระฉับกระเฉง แถมยังเดินป่าไหว จนหลายๆ คนอดถามไม่ได้ถึงเคล็ดลับการใช้ชีวิต และนี่คือ 9 เคล็ดลับดีๆ ของการ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” จาก ดร.สุเมธ
1.อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง
หลายคนเมื่อเกษียณแล้ว มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทาง “กาย” พากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปกินอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน ดร.สุเมธ บอกว่า โดยส่วนตัวทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร
2.ใช้ชีวิต อย่างมี “สติ”
ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการกิน แทนที่จะกินตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ “ปาก” ของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการกิน
3.น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง
เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีลเสียก่อน และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียง
4.ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม
เกษียณแล้ว อย่าเอาแต่อยู่บ้านเฉยๆ แต่ให้พยายามหาเรื่องช่วยคนโน้นคนนี้ เท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
5.ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”
ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย
6.อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ
ตอนมีชีวิตอยู่ต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้วเกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน
7.ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น
คาถาที่ว่านี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย
8.อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ
เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ
9.อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ
เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า
10.รักษากายและจิต
ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์ คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute
10.อย่าหยุดทำงาน
เกษียณแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย ทำให้ ดร.สุเมธ ยังคงทำงานทุกวัน ส่งผลให้แข็งแรงจนถึงวันนี้
11.ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้
อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เกษียณแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว
12.ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต
อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข
แง่คิดดีๆ จาก ดร.สุเมธ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่ไลฟ์สไตล์และหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณ
… ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ”

ฟังคำสารภาพ 2 ผู้ต้องหาข่มขืนเด็ก 14 อ้างฝ่ายหญิงเล่นด้วย ย้ำไม่ได้รุมโทรม

เปิดคำสารภาพ 2 ผู้ต้องหาข่มขืนเด็กหญิง 14 ปี รับเข้าไปคุยเห็นมีท่าทีเล่นด้วยจึงชวนไปมีเพศสัมพันธ์ ย้ำไม่ได้ รุมโทรม-ข่มขืน เผยผู้เสียหายเลือกที่ร่วมหลับนอน
จากกรณีคดีรุมโทรมเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่พื้นที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 แต่คดีไม่มีความคืบหน้า จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม โดยตอนแรกมีแค่ นายไก่ ที่ถูกจับกุมคนเดียว ก่อนที่ต่อมาจะมีเพิ่มอีก 2 ราย คือ นายสุนัย บุญแป้น หรือ เจ และนายธนวัฒน์ กำแหงคุมพล หรือ มิ้ง ในข้อหาร่วมกันกระทำชำเราผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี เข้าข่ายโทรมหญิงและพรากผู้เยาว์ ซึ่งมีการนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้วนั้น (อ่านข่าว : คุมตัว 2 ผู้ต้องหาข่มขืนเด็ก 14 ทำแผนฯ ยันไม่ได้รุมโทรม บอกน้องเลือกที่เอง)
ความคืบหน้าเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวสองผู้ต้องหาไปที่ร้านเกม พี เอ็นพี บริการ ในตลาดด่านช้าง โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.และตำรวจ สภ.ด่านช้าง กว่า 50 นาย คุ้มกันเพราะเกรงว่าจะถูกประชาชนรุมประชาทัณฑ์
ด้านผู้ต้องหาทั้งสอง ให้การรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุมาที่ร้านมาประมาณ 01.00 น. โดยผู้เสียหายนั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อนบริเวณหลังร้านเกม ต่อมาได้เข้าไปพูดคุยจีบ โดยฝ่ายหญิงมีท่าทีเล่นด้วย ก่อนจะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหาย ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการรุมโทรม เพราะเกิดขึ้นคนละช่วงเวลากัน โดยผู้เสียหายยินยอมเองด้วย นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเลือกจุดที่ใช้เป็นที่หลับนอนภายในร้านเกม ทั้งนี้ไม่ได้มีการบังคับข่มขู่แต่อย่างใด
ล่าสุด พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ด้านความมั่นคง กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจสุพรรณบุรี คุมตัวผู้ต้องหาก่อเหตุรุมโทรมได้แล้ว 4 ราย เป็นไปตามหมายจับศาลจังหวัดสุพรรณบุรี 2 ราย และคุมตัวเยาวชน 2 ราย โดยแจ้งต่อศาลเยาวชนฯ แล้วทั้ง 4 คน ฐานร่วมกันโทรมหญิง และพรากผู้เยาว์ ซึ่งกรณีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีของ นายไก่ ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว
รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า นอกจาก 4 คนนี้ ขณะนี้พนักงานสอบสวน ปคม. ได้ขออนุมัติหมายจับ อีก 1 ราย ฐานค้ามนุษย์ และกำลังติดตามตัว ส่วนที่มีการกังขาว่ามีลูกอดีตนายตำรวจร่วมก่อเหตุ แล้วจะทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ยืนยันว่าไม่มีอิทธิพลใด ๆ มาทำให้คดีผิดเพี้ยนได้ ส่วนที่เกิดก่อนนี้ตนได้สั่งการให้แก้ไข ทำให้ถูกต้องแล้ว คดีนี้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม

ประโยชน์ของมะละกอ ผลไม้เพื่อสุขภาพ ต้านโรคได้


มะละกอ ผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งดิบและสุก ซึ่งก็มีรสชาติอร่อย และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทานแบบสดๆ นำมาทำส้มตำ หรือเป็นส่วนประกอบของอาหารก็ตาม และนอกจากการนำมาใช้ประโยชน์แล้ว มะละกอก็ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่จะช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและต้านโรคร้ายได้อีกด้วย โดยประโยชน์ของมะละกอก็มีดังนี้

ต้านมะเร็ง

จากการวิจัยพบว่า มะละกอมีสารไลโคปีน ที่จะช่วยในการต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงควรทานมะละกอให้มากขึ้น นอกจากนี้ก็พบว่าเมล็ดมะละกอสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย จึงมีการนำเมล็ดมะละกอมาสกัดเพื่อเป็นยาบรรเทาอาการมะเร็งนั่นเอง

บำรุงหัวใจ

มะละกอ มีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และสามารถป้องกันการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือด หรือโรคหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว การทานมะละกอบ่อยๆ ก็สามารถบรรเทาอาการของโรคหัวใจได้เหมือนกัน แม้จะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่เมื่อทานควบคู่ไปกับการรักษาทางแพทย์ ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่น้อย
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

เนื่องจากมะละกอเป็นผลไม้ที่ย่อยง่าย จึงทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสารอาหารและวิตามินในมะละกอ ก็สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย จึงให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้เต็มที่สุดๆ

เสริมสร้างความจำและบำรุงสมอง

มะละกอ อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารมากมาย ที่จะช่วยเสริมสร้างความจำและบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ความจำดีขึ้น แถมลดความเสี่ยงการเป็นอัลไซเมอร์และช่วยให้สมองเกิดความผ่อนคลายอีกด้วย โดยเฉพาะวัยเรียนและวัยทำงานที่ต้องใช้สมองและความคิดมากเป็นพิเศษไม่ควรพลาดที่จะทานมะละกอเด็ดขาด

บรรเทาอาการท้องผูก

มะละกอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ และมีเส้นใยสูง จึงสามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี แถมยังลดความเสี่ยงการเป็นโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย ดังนั้นสำหรับใครที่มีปัญหาท้องผูกเป็นประจำ การทานมะละกอก็จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้อย่างดีเยี่ยม และสามารถปรับระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติได้ดี

แค่ทานมะละกอเป็นประจำ ก็จะช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นได้ และสามารถต้านโรคร้ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และเพื่อให้ได้ประโยชน์ของมะละกอมากที่สุด ควรทานมะละกอสุกมากกว่ามะละกอดิบ เนื่องจากจะมีวิตามินและสารอาหารสูงกว่า แถมทานง่าย ย่อยง่ายและอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารอีกด้วย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี หันมาทานมะละกอบ่อยๆ กันเถอะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

คลิปหลุดไม่แสลงใจ “ใบเฟิร์น” มั่นใจคนส่วนใหญ่มีวิจารณญาณเสพสื่อ

1
เจอพิษคลิปหลุดสาวหน้าคล้ายซั่มหนุ่มในรถ ซึ่งนักแสดงสาวที่โดนพาดพิงอย่าง “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” ยันไม่ซีเรียสกับประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด เชื่อคนส่วนใหญ่มีวิจารณญาณในการเสพสื่อมากขึ้น

เจอสาวใบเฟิร์นมาร่วมงาน Siam Center Idea Avenue X Cheeze & Looker Magazine presents #iamsiamish ณ เอเทรี่ยม 1 ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เจ้าตัวเปิดใจถึงประเด็นฉาวที่เกิดขึ้นว่า

“ตอนเห็นครั้งแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนะ ตลกมากกว่า แต่ด้วยข่าวมันก็แรงแหละ อาจจะเพราะมันไม่ได้ใกล้เคียงด้วยซ้ำ เราก็เลยไม่ได้ตกใจอะไรขนาดนั้นค่ะ ทำไมถึงโดนโยงว่าเป็นเรา หนูก็คิดอยู่หรือว่าเราจะเบญจเพส แต่ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปเรียบร้อยเผื่ออะไรจะดีขึ้น

ตอนนี้ยังไม่ได้ดำเนินคดีอะไร แต่หนูเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้เชื่ออะไร เดี๋ยวนี้คนเสพสื่อก็มีวิจารณญาณแล้ว ขนาดเขียนชื่อเฟิร์นยังไม่ถูกเลย แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เฟิร์นเชื่อว่าเขาไม่เชื่อหรอกค่ะ”

“ถามว่าโกรธไหม ไม่ค่ะ ไม่ได้สนใจอะไรขนาดนั้นเลยค่ะ ส่วนทางครอบครัวก็เชื่อใจเราอยู่แล้วค่ะ แต่อาจจะมีความไม่สบายใจนิดนึง หลังจากนั้นก็เข้าใจ ไม่ได้ซีเรียสอะไรค่ะ”

ถามถึงกรณีที่ควง “ท็อป จรณ” ไปกินข้าว สาวใบเฟิร์นเผยว่า “รู้จักกันมานานแล้วค่ะ ตั้งแต่งานอีเว้นท์ช่วงที่เป็นข่าวสมัยนู้นค่ะ ไปกินข้าวกันมา 2 คนจริงๆ แต่ไม่มีอะไรเพราะรู้จักกันมานานแล้ว ไม่ได้ศึกษาดูใจค่ะ ตอนนี้โสดค่ะ ถ้ามีอะไรให้ลุ้นเดี๋ยวมาบอกกันอีกทีค่ะ”

ยังไม่ส่ง 4 โจ๋คู่กรณีลุงวิศวะ ฟ้องศาล เอกสารไม่พร้อม

กรณีเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิด ตามคดีอาญที่ 178/60 แก่กลุ่มวัยรุ่นรวม 4 คน คู่กรณีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร ที่ใช้อาวุธปืนยิงนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จนเสียชีวิต บนถนนสายอ่างศิลา-สุขุมวิท ต.อ่างศิลา
เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้รับทราบ ซึ่งประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ โสมทัศน์ อายุ 20 ปี นายอดิศร แสนศักดิ์ อายุ 21 ปี และนายกมล แจ่มวัย อายุ 21 ปี ในข้อกล่าวหา ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำตามหน้าที่, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ส่วนนายนิพนธ์ ทองลี อายุ 27 ปี คนขับรถตู้ ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เป็นผู้สนับสนุน ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำตามหน้าที่, เป็นผู้สนับสนุนร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น, จอดรถกีดขวางการจราจร ซึ่งทั้งหมดได้รับทราบข้อกล่าวหา และยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และมีการเตรียมการว่าจะทำการส่งฟ้องศาลในวันศุกร์ที่ 17 ก.พ.นี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

คืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. กลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4 คน ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ จันทร์ศรีเพชร รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.แสนสุข ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เพื่อนำเอกสารสำคัญทางราชการต่างๆ อาทิ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน มามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดย พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ กล่าวว่า ในวันนี้คาดว่าจะส่งตัวทั้ง 4 คนฟ้องศาลไม่ทัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ขาดเอกสารสำคัญต่างๆ หลายชิ้น ซึ่งในวันนี้กลุ่มวัยรุ่นได้นำมามอบให้เพิ่มเติม คาดว่าจะทำสำนวนคดีส่งฟ้องศาลไม่ทัน จึงจะได้ทำการส่งฟ้องในวันจันทร์ที่ 20 ก.พ.นี้

“ธัมมชโย”เผ่นออกจากวัด จ่อมอบตัวแต่ขอได้ประกัน


หลังจากทางรัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งใช้มาตรา 44 ให้พื้นที่บริเวณวัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ ป้องกันไม่ให้มีบุคคลเข้าไปในพื้นที่ และผลักดันผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในวัดออกนอกพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจค้นหาตัวพระธัมชัยโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาสบคบและร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจรนั้น

แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผย “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า จากการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งชุดปฏิบัติการคดีพิเศษเข้าตรวจค้นตามหมายค้น เริ่มจากประตู 8 และกระจายกำลังไปยังพื้นที่ต่างๆ ภายในวัด โดยกระจายกำลัง 20 จุด จุดละ 1 อาคาร และจากการข่าวยืนยันแล้วว่า พระธัมมชโยไม่อยู่ภายในวัดแล้ว แต่ยังอยู่ในประเทศไทย เบื้องต้นมีการประสานในทางลับว่าจะขอเข้ามอบตัวในเร็ววันนี้ โดยจะทำเหมือนกรณีของนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกาย ที่ติดต่อประสานขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่กลางดึกคืนวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามหมายจับในคดีอั้งยี่ซ่องโจร และได้รับการประกันตัวออกไป แต่ห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม โดยกรณีของพระธัมมชโยก็มีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน ว่าหากมีการเข้ามอบตัวแล้ว จะต้องได้รับประกันตัว เนื่องจากเกรงว่า หากไม่ได้รับการประกันตัว จะทำให้ต้องถูกสึก หลุดพ้นจากการเป็นพระ

สำหรับความเคลื่อนไหวในวันนี้ (17 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. ทางพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้ประชุมเตรียมความพร้อมก่อนจะเข้าค้นวัดพระธรรมกายในวันนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าร่วมประชุมด้วย อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้นเพิ่มเติม ในส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ตรวจค้น ซึ่งเมื่อวานทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นในส่วนของพื้นที่ 196 ไร่ (โซน A) วันนี้จะเข้าตรวจค้นในส่วนที่เหลือ 130 ไร่ (โซน B) 4 จุด และ 2000 ไร่ (โซน C) 4 จุด สำหรับการตรวจค้นในวันนี้จะมีในส่วนของหอฉันคุณยายอาจารย์ อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ ที่พักคณะสงฆ์ และส่วนของมูลนิธิวัดพระธรรมกาย โดยจะตรวจค้นให้ทั่วทุกจุด ทุกบริเวณ ซึ่งทางดีเอสไอได้ขอหมายศาลเข้าตรวจค้นหลายวัน ซึ่งก็จะทำการตรวจอย่างละเอียด ในส่วนของเมื่อวานนี้ จากการตรวจค้นอาจจะมีบางจุดที่เกิดความไม่เข้าใจกัน มีการยื้อยุดกันในบางพื้นที่ ก็ได้มีการเจรจาและสามารถเข้าไปตรวจค้นได้

“ถ้าเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นทุกพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่พบตัวพระธัมชัยโย ก็ไม่มีผลอะไรกับคดีความ เพราะเวลานี้พระธัมชัยโยได้ถูกออกหมายจับแล้ว ไม่ว่าจะยังไงทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องติดตามตัวมาดำเนินคดี ในส่วนของที่เมื่อวานทางเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นแล้วพบว่า มีเตียงและผ้าคลุมที่อ้างว่าเป็นของพระธัมชัยโยนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าพระธัมชัยโยไม่ได้ป่วยหรืออาพาธหนักขนาดที่จะเคลื่อนย้ายไม่ได้”พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมืองกล่าว